วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

"วัฒนา" แนะทางออกเรื่องรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจให้ประชาชนเขียนเองดีที่สุด

 


เมื่อวันที่ 24 ก.ย.63 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดินทางมารับฟังพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ตามนัดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ฝากเรื่องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจให้กับประชาชน ให้ประชาชนได้เขียนรัฐธรรมนูญของประชาชนเอง บ้านเมืองจะได้หมดยุคการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และหลักนิติธรรมจะได้กลับสู่บ้านเมืองนี้ ที่ผ่านมาที่โดนจับและโดนอุ้มก็ต่อสู้ในเรื่องนี้ 


นายวัฒนา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง ส.ว.คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ อยากจะฝากว่า การคืนอำนาจให้กับประชาชนไปเขียนกติกาของประชาชนเองเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพราะอำนาจเป็นของประชาชน และไม่ได้เป็นการตีเช็คเปล่าเหมือนกับการที่ ส.ว.ออกมากล่าวอ้าง เพราะหากประชาชนร่างเสร็จ ก็ต้องเข้าสู่รัฐสภา ถ้ารัฐสภาเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ต้องรับก็ได้ หรือสุดท้ายก็ต้องไปทำประชามติ ประชาชนเป็นคนตัดสิน จะไปห่วงอะไร นี่อำนาจของประชาชน และบางคนอ้างว่า เสียค่าใช้จ่าย บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งมีปัญหา ตนเห็นว่าเศรษฐกิจเสียหายเยอะกว่าการทำประชามติ หากเสียเงินทำประชามติเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ทำไมจะทำไม่ได้ มันจะได้ยุติความขัดแย้ง 


"การให้ประชาชนไปเขียนรัฐธรรมนูญดีที่สุด เพราะแก้รายประเด็นก็เถียงกันทุกประเด็น สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ ก็เอาอำนาจให้ประชาชนไปเขียน เขียนมาอย่างไรก็ยอมรับกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะประชาชนก็มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเรายอมรับกระบวนการนี้มันก็จบ แล้วจะไปหวงอะไรอำนาจที่ว่านั้น มาเอาประเทศออกจากวังวนความขัดแย้ง ตนก็เจอด้วยตัวเอง จึงเข้าใจดีว่า เวลาบ้านเมืองไม่มีหลักยุติธรรมเป็นอย่างไร ตนรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกอุ้มถูกเอาไปขังไม่รู้กี่ที ก็สู้กัน มีคดียัดมา มีตั้ง 10 คดี คดีนี้เป็นคดีสุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าจะออกอย่างไร ก็ต้องสู้กันต่อไป" นายวัฒนา กล่าวทิ้งท้าย

เบทาโกร เดินหน้ายกระดับห่วงโซ่การผลิตอาหารคุณภาพและปลอดภัย

 

สถานการณ์โควิด-19 นับว่าเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจทั่วโลกและทุกกลุ่มธุรกิจ    ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มธุรกิจอาหาร สำหรับเครือเบทาโกร ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงของประเทศ  ได้ตระหนักถึงความมั่นคงทางอาหารของประชาชนและประเทศชาติ มุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค  

นายสมศักดิ์ บุญลาภ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เปิดเผยว่า ช่วงสถานการณ์   โควิด-19 เครือเบทาโกรได้ยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวดสูงสุดตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร โดยจัดตั้งคณะทำงานกว่า 93 ทีม ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตอาหารให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดได้อย่างเคร่งครัด เพื่อเป้าหมายการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง  

 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อถึง ในปี 2563 ธุรกิจอาหารมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 70% ของยอดขายเครือเบทาโกร และปีนี้ตั้งเป้ายอดขายโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการขยายกำลังการผลิต เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย และการร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจกับคู่ค้า รวมถึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร โดยแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ดังนี้

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป  (Process Food)

 

ตลาดอาหารพร้อมทานมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 คาดการณ์มูลค่าตลาดรวมที่ 20,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ถึง 5% (ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ธันวาคม, 2562)  ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบสังคมเมืองที่มีความเร่งรีบ จึงผลักดันให้เบทาโกรมุ่งมั่นในการพัฒนาและผลิตอาหารพร้อมทานที่สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคทั้งด้านความสะดวก อร่อย มีคุณภาพ และปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความตระหนักถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารมากยิ่งขึ้น เครือเบทาโกรจึงมุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนอาหารพร้อมทาน ตั้งเป้าเติบโต 40% เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน พร้อมออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์เอสเพียว ชูจุดเด่นอาหารเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบและส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีการเติมสารปรุงแต่งใด ๆ ผ่านการคิดค้นและพัฒนาสูตรอาหารโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโดยเฉพาะ เช่น โจ๊กไข่ขาว ไข่ลวก เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์เบทาโกร ยังได้เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ภายใต้ 7 หมวดสินค้า ได้แก่  1) อาหารทานเล่นและสินค้าทอด (Appetizer) ประเภทหมู ไก่ 2) ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ปรุงสุก (Processed Egg) 3) ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน (Ready Meal) 4) กับข้าวสำเร็จรูป (Cuisine) 5) สินค้าหมักพร้อมปรุง (Marinade) 6) เบเกอรี่ (Bakery) และ 7) ผลิตภัณฑ์ปรุงรส (Seasoning)  

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสด  

 

เครือเบทาโกร ยังคงมุ่งเน้นเรื่องความสด สะอาด ปลอดภัย สำหรับแบรนด์เบทาโกร ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดเนื้อปลาสด ได้แก่ ปลาดุก ปลานิล และปลากะพงขาว ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำไปปรุงอาหารได้สะดวกหลากหลายเมนู มีวางจำหน่ายที่เบทาโกรช็อปทุกสาขาทั่วประเทศ และขยายช่องทางจัดหน่ายไปยังโมเดิร์นเทรด ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้  นอกจากนี้ เครือเบทาโกร ยังรุกตลาดระดับพรีเมียม ด้วย 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ไก่โคราช ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่คุณภาพสูงจากไก่สายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์จากไก่พ่อพันธุ์พื้นเมืองแท้และแม่พันธุ์ชั้นเลิศ จึงให้รสชาติอร่อยกว่าด้วยเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากเนื้อไก่ทั่วไป มีไขมันน้อยกว่าเนื้อไก่ทั่วไปถึง 62% และอุดมด้วยกรดอะมิโนอิสระ (Free Amino Acid) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบรสชาติและเนื้อสัมผัสของไก่พันธุ์พื้นเมืองที่ให้ทั้งความอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเดลิช พอร์ค (Delish Pork) ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูระดับพรีเมียมจากหมูพันธุ์ดูร็อคเจอร์ซี่สายพันธุ์แท้จากแคนาดาที่ให้เนื้อแน่น นุ่ม อันเป็นเอกลักษณ์  

 

สำหรับแบรนด์เอสเพียว ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในทุกขั้นตอนการเลี้ยงตั้งแต่วันแรก หรือ RWA (Raised Without Antibiotics) รับรองโดย NSF เป็นรายแรกของโลก ทางเครือเบทาโกรยังคงมุ่งมั่นในการขยายช่องทางจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงในวงกว้างมากขึ้น  

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ไส้กรอก  

 

เครือเบทาโกรยังเดินหน้ารุกตลาดไส้กรอก ตั้งเป้าเติบโตถึง 10% จากการขยายตลาดในทุกช่องทาง ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์เอสเพียว อิโตแฮม และเบทาโกร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารที่สะดวก รวดเร็ว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและความอร่อยที่หลากหลาย โดยขยาย แบรนด์เอสเพียว เข้าสู่ตลาดกลุ่มซูเปอร์ พรีเมียม ด้วยผลิตภัณฑ์ไส้กรอกสไตล์โฮมเมด ที่ผลิตจากเนื้อหมูเอสเพียว บรรจุในไส้ธรรมชาติ ไม่ใส่ไนไตรท์ ผงชูรส และสารกันเสีย สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีความอร่อยชั้นเลิศมาพร้อมความปลอดภัย เตรียมวางจำหน่าย 4 รสชาติ ได้แก่ นูเร็มเบิร์ก ไวส์เวิสท์ (Nürnberg Weisswurst), โชริโซ่ บ็อกเวิร์สท์ (Chorizo Bockwurst), ชีสคาบานอส (Cheese

 

Kabanos) และมุนเชินไวส์เวิสท์ (München Weisswurst) ขณะที่ แบรนด์อิโตแฮม ไส้กรอก พรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่น ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบรับความนิยมบริโภคไส้กรอกเนื้อบดหยาบ 2 รายการ ได้แก่ มิกซ์กริลล์ อะระบิกิ (Mixed Grill Arabiki) ไส้กรอกรวมรสชาติ หลากหลายความอร่อยในแพ็คเดียว และไส้กรอกจัมโบ้ สเต็ก อะระบิกิ (Jumbo Steak Arabiki) ไส้กรอกชิ้นใหญ่ เต็มคำกว่าเดิม นอกจากนี้ แบรนด์เบทาโกร ออกผลิตภัณฑ์ไส้กรอก เบทาโกร เอ็กซ์ตร้ามีท (Betagro Extra Meat)  ทั้งไส้กรอก แฮม และโบโลญ่า สูตรเพิ่มชิ้นเนื้อบดหยาบเพื่อเพิ่มสัมผัสความอร่อยแน่นแบบเต็มคำ หอมกลิ่นรมควัน และเครื่องเทศสไตล์   บาร์บีคิว พร้อมเสิร์ฟแล้ว 4 รสชาติ ได้แก่ บาร์บีคิวชังค์ซอสเซจ (BBQ Chunk Sausage), บาร์บีคิวชังค์แฮม (BBQ Chunk Ham), สโม้คชังค์ซอสเซจ (Smoked Chunk Sausage)  และสโม้คชังค์โบโลญ่า (Smoked Chunk Bologna) วางจำหน่ายในร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ บิ๊กซี, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, กรูเมต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, แม็กซ์แวลู, ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ, วิลล่า มาร์เก็ต, แฟมิลี่มาร์ท, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, ลอว์สัน108, ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต, จิฟฟี่, ร้านเบทาโกร ช็อป และร้านเบทาโกร  เดลี่

 

สำหรับตลาดส่งออกในปี 2563 เครือเบทาโกรยังคงเดินหน้าส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสดและปรุงสุก   ทั้งแบรนด์เอสเพียว และแบรนด์เบทาโกร ไปยังตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง แคนาดา และเอเชีย ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน อย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ถึงส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์        เบทาโกร ไปยังประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ และเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ภายในปีนี้ด้วย

 

สำหรับงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2020 ระหว่างวันที่ 22 – 26 กันยายน เครือเบทาโกร ร่วมออกบูธจัดแสดงสินค้าอาหารคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “Sustainable Life” เพื่อสื่อถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงเพื่อชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของทุกคน  โดยใช้ภาพเชิงสัญลักษณ์ (Graphic Device)       ที่ช่วยสะท้อนตัวตนองค์กรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และปีนี้ผู้ประกอบการ คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ และผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรายการจากเครือเบทาโกร  ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์อาหารส่งออก ณ บูธเครือเบทาโกร หมายเลข W01 และ V01  ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงาน สามารถติดตามรับชมวิดีโอคลิปพาเยี่ยมชมบูธและสินค้าอาหารของเครือเบทาโกรได้ที่ Facebook Betagro Brand อีกหนึ่งช่องทาง


เดินหน้าฟ้อง "เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทวิตเตอร์" ไม่ยอมปิดหลังศาลสั่ง

 


(24 ก.ย. 2563) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ก.ย. เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีเอส จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อยื่นฟ้องแพลตฟอร์มต่างชาติ คือ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทวิตเตอร์ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 เนื่องจากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ ไม่ปิดเพจและบัญชีที่มีคำสั่งศาลให้ปิด ทำให้กระทรวงดีอีเอส ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย หากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ ไม่ยินยอมก็สามารถยื่นอุทธรณ์ ได้


ทั้งนี้ กระทรวงดีอีเอสได้ส่งหนังสือถึงแพลตฟอร์มดังกล่าว ทั้งในและต่างประเทศแล้ว แต่ยังไม่ยินยอมทำตามคำสั่งศาล โดยกระทรวงดีอีเอสได้ส่งคำสั่งศาลให้เฟซบุ๊ก 661 รายการ (ยูอาร์แอล) ปิดไปเพียง 215 รายการ ยูทูบ 289 รายการ ปิดแล้ว 285 รายการ ทวิตเตอร์ 69 รายการ ปิด 4 รายการเท่านั้น และในเร็วๆนี้จะส่งหมายศาลให้เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทวิตเตอร์ ปิดอีก 3,097 รายการ


“ยอมรับว่า การปิดกั้นเว็บไซต์ที่อยู่ต่างประเทศ เป็นเรื่องยากมาก เพราะโลกอินเตอร์เน็ต เป็นโลกเสรี โลกไร้พรมแดน เพราะบางประเทศเป็นเว็บไซต์ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ ดังนั้นจึงทำได้แต่ขอความร่วมมือค่ายมือถือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ปิดกั้นเท่านั้น เพราะผิดกฎหมายไทย เพราะนำข้อความผิดกฎหมายไทย เข้าสู่คอมพิวเตอร์”


นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ส่วนการเดินหน้าปราบปรามปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์นั้น ถือว่าได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ค่ายมือถือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) เป็นอย่างดี สามารถปิดได้กว่า 1,200 รายการ ล่าสุดได้ส่งฟ้องศาลอีก 220 รายการ และตำรวจได้ดำเนินคดีแล้ว 20 รายการ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ.

 


(23 กันยายน 2563) เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อศาลปกครอง โดยอ้างเหตุว่าออกคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ไม่เป็นไร ก็ใช้สิทธิของเขาไป เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติอะไร และไม่เป็นความผิดอะไรด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการนำกรณีไปเทียบกับการสั่งย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายวิษณุ กล่าวว่า มันมีความแตกต่างกัน เพราะว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นั้นมาตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)


 เมื่อถามว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตามคำสั่ง คสช.ได้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งชื่อของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อยู่ในบัญชีที่ 5 ซึ่งคนที่อยู่ในบัญชีนี้ หากจะกลับไปได้ก็ต่อเมื่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้รายงานต่อนายกฯ หากนายกฯให้ความเห็นชอบก็นำความกราบบังคมทูลต่อไป ซึ่งหมายความว่า ช่องทางเปิดเอาไว้ จึงไม่ได้ว่า อะไร


 “หากคิดว่า นั่งนิ่งๆ แล้วปีกว่า และไม่เห็นว่า มีการสอบอะไรก็มีสิทธิจะร้องได้ เขาก็โวยกันทุกคน ไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่า ไม่ได้ออกมาโวยกับสื่อเท่านั้น บางคนโวยแล้วได้ผล ความจริงที่ยังไม่ได้กลับไปแต่ละคน มันมีเหตุผลอธิบายทั้งนั้น แต่ไม่อยากออกมาพูดกับสื่อ เพราะพูดไปพูดมาอาจทำให้เจ้าตัวเสียหาย ไม่มีหรอกที่จะลืม ปัญหามันก็ติดอยู่เท่านั้นเอง ทีนี้เมื่อถามมาก็ต้องพูด แต่เมื่อพูดอาจจะเกิดความเสียหาย ก็อย่าเพิ่งพูด” รองนายกฯ กล่าว


เมื่อถามว่า หากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง นายกฯจะต้องรับผิดชอบอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนกรณีนายถวิลต้องไปดูว่าตอนนั้นไปย้ายเขาอย่างไร และพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ มาโดยอะไร มันคนละกรณีกัน และคนที่มากันเยอะๆ มาโดยกรณีใด รวมทั้งพล.ต.ท.สุรเชษฐ์เองก็มาไม่เหมือนกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งตนไม่ทราบว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ตรวจสอบเสร็จสิ้นหรือยัง เพราะเป็นเรื่องของทางตำรวจ


เมื่อถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองมีความผิดอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การย้ายมาในกรณีอื่นอาจจะต้องมาด้วยความผิด แต่บางกรณีไม่ต้องมีความผิดก็สามารถย้ายมาได้โดยเหตุผลตามมาตรา 44


เมื่อถามว่า การต่อสู้ของนายกฯในคดีนี้ ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว


เมื่อถามว่า นายวิษณุ จะทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายให้นายกฯ ในเรื่องนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี ไม่ต้อง เพราะมีฝ่ายกฎหมายประจำในสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ตนไม่เกี่ยวอะไร

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

เฮลั่น! รัฐบาลลุยแจกที่ดิน 122,400 แปลง รวม 50 จังหวัด ลดเหลื่อมล้ำ-กระจายครองที่ดิน

 


เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ตามมาตรา 58 วรรคแรกของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 รวม 50 จังหวัด ได้แก่ 


1.กระบี่ 2.กาญจนบุรี 3.กาฬสินธุ์ 4.กำแพงเพชร 5.ขอนแก่น 6.จันทบุรี 7.ชลบุรี 8.ชัยภูมิ 9.เชียงราย 10.เชียงใหม่ 11.ตรัง 12.ตาก 13.ตราด 14.นครพนม 15.นครราชสีมา 16.นครศรีธรรมราช 17.นราธิวาส 18.น่าน 19.บึงกาฬ 20.บุรีรัมย์ 21.ประจวบคีรีขันธ์ 22.ปัตตานี 23.พะเยา 24.พังงา 25.พัทลุง 26.พิษณุโลก 27.เพชรบุรี 28.แพร่ 29.มหาสารคาม 30.มุกดาหาร 31.ยะลา 32.ยโสธร 33.ระยอง 34.ราชบุรี 35.ร้อยเอ็ด 36.ลำปาง 37.ลำพูน 38.ศรีสะเกษ 39.สกลนคร 40.สตูล 41.สระบุรี 42.สงขลา 43.สุโขทัย 44.สุราษฎร์ธานี 45.สุรินทร์ 46.หนองคาย 47.อุดรธานี 48.อุตรดิตถ์ 49.อุบลราชธานี และ 50.อำนาจเจริญ โดยเขตจังหวัดดังกล่าว ไม่รวมท้องที่ที่ทางราชการได้จำแนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร


นายนิพนธ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการทำการสำรวจเพื่อรังวัด เป็นนโยบายรัฐบาลตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ที่ต้องการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาล มียุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งจะดำเนินการใน 2 ส่วนคือ


1.โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส) บริเวณพื้นที่นอกเขตอุทยานแห่งชาติบูโด - สุไหงปาดี ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 และ


2. โครงการเดินสำรวจรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดินและเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ด้วยระบบเทคโนโลยีการรังวัดระบบดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 


ซึ่งกำหนดเป้าหมายเดินสำรวจ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 รวมทั้งสิ้นจำนวน 122,400 แปลง โดยดำเนินการสำรวจรังวัดในพื้นที่ 50 จังหวัด จำนวน 12 ศูนย์ 88 สายสำรวจ ดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 และใช้งบประมาณรวม 444,335,600 บาท โดยรวมงบบุคลากร งบดำเนินงาน และงบลงทุนในการเดินสำรวจ 


ทั้งนี้ การใช้ระบบ RTK GNSS Network สำรวจรังวัดจะใช้ในทุกพื้นที่ที่มีสถานีรับสัญญาณดาวเทียมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นระบบที่ทันสมัย ถูกต้องแม่นยำสูง และมีความชัดเจนในเรื่องแนวเขตที่ดิน เป็นการลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ลดข้อโต้แย้งพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินระหว่างเอกชนกับรัฐ โดยเฉพาะเป็นการลดขั้นตอนระยะเวลาในการแจ้ง และประกาศให้ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มาชี้แนวเขตตลอดจนเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชนในการรังวัดที่ดินให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

สมอ. ทำงานทะลุเป้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

 


22 ก.ย. 2563 นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการแถลงผลการดำเนินงานของ สมอ. รอบปีงบประมาณ 2563 ว่า ปีนี้ สมอ. ยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทดำเนินงานด้านการมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยสมอ. ได้ บกำหนดมาตรฐานทั้งสิ้น 310 มาตรฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ มาตรฐานกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็ก กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่มนวัตกรรม กลุ่มสมุนไพร กลุ่มผลิตภัณฑ์ BCG (ไบโอ/ เซอร์คูลาร์/กรีน) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐานด้านมลพิษยูโร 5 ยูโร 6 มาตรฐานเกี่ยวกับการป้องกัน PM 2.5 และมาตรฐานทางการแพทย์ป้องกันโควิด ฯลฯ


ขณะเดียวกัน สมอ. ยังออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการทั้งสิ้น 10,358 ฉบับ ประกอบด้วย มาตรฐานด้านโยธาและวัสดุก่อสร้าง จำนวน 2,249 ฉบับ ไฟฟ้า จำนวน 2,058 ฉบับ ยานยนต์และชิ้นส่วน จำนวน 4,378 ฉบับ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น โภคภัณฑ์ ยาง เครื่องมือแพทย์ จำนวน 1,673 ฉบับ ขณะที่การลงพื้นที่ตรวจสอบ การเฝ้าระวังการนําเข้า และตรวจติดตามการจําหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ในปีนี้สามารถตรวจจับสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มูลค่ากว่า 1,050 ล้านบาท เป็นผลิตภัณฑ์เหล็ก มูลค่ากว่า 850 ล้านบาท รองลงมากลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไดร์เป่าผม เตารีด เต้ารับเต้าเสียบ พัดลม เตาปิ้ง เตาย่าง เป็นต้น มูลค่ากว่า 113 ล้านบาท และเป็นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หม้อทอด เตาปิ้งย่าง ที่มีการจําหน่ายผ่านทางออนไลน์ มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท


สําหรับการตรวจติดตามการจําหน่ายสินค้าออนไลน์ สมอ. ได้ตรวจสอบร้านค้าออนไลน์แล้วจํานวน 1,118 ร้าน และลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าอีกกว่า 4,000 ร้านค้า นอกจากนี้ยังได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบการนําเข้าสินค้าที่ สมอ. ควบคุม ซึ่งเป็นสินค้าที่หากไม่ได้มาตรฐานแล้ว จะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ จํานวน 1,129 ฉบับ เนื่องจากไม่แจ้งข้อมูลการนําเข้าสินค้าที่ได้รับใบอนุญาตย้อนหลัง เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนําเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาจําหน่าย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศ


"โดยการดำเนินการในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการพลิกประวัติศาสตร์การมาตรฐานของไทย ที่มีการกำหนดมาตรฐาน และออกใบอนุญาต มอก. มากที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง สมอ. ปีนี้ และการเพิกถอนใบอนุญาตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการดำเนินงานด้านการมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมา 50 ปี มีการเพิกถอนไปเพียง 1 ฉบับ"นายวันชัย กล่าว